เทศน์เช้า วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมนะ ที่หัวใจที่แสวงหา เวลาเราหิวกระหาย เราได้กินอาหาร เราอิ่มหนำสำราญ หัวใจเรียกร้องความช่วยเหลือมาตลอดเวลาไง ถ้ามันเรียกร้องความช่วยเหลือมาตลอดเวลา ใครดูแลรักษามันล่ะ เราดูแลรักษามันไม่เป็นไง
ถ้าดูแลรักษาเป็น เห็นไหม เวลาคนไปหาหลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง
“เวลามา มารถเปล่าๆ นะ เวลากลับ ให้พุทโธเต็มรถไปเลย”
เต็มรถคือเต็มหัวใจไง
เวลามา มารถเปล่าๆ คนแน่นมาทั้งรถเลย มารถเปล่าๆ ให้เอาพุทโธกลับไป เอาพุทโธกลับไป ถ้ามันพุทโธขึ้นมา คนคนนั้นมีสติสัมปชัญญะ คนนั้นเป็นคนขึ้นมาทันที
แต่คนคนนั้นเลื่อนลอย ขาดการยั้งคิดใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันคิดนะ มันคิดโดยความขับดันของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แต่ถ้าคิดธรรมะๆ เป็นปัญญาอบรมสมาธิ คิดธรรมะๆ คิดธรรมะแล้วมันสลดสังเวช ธรรมะย่อมชนะอธรรม
ธรรมะย่อมชนะอธรรม เห็นไหม เกิดศึกสงคราม ความชอบธรรม การแสวงหา แสวงหาความชอบธรรม รบกันเกือบเป็นเกือบตาย ปล่อยข่าวทั้งนั้นน่ะว่าใครดี ใครถูก ใครถูก ใครผิด ใครดี ใครชั่ว
นี่ไง ความชอบธรรมๆ ไง คิดเหมือนกัน เวลาคิดมันไหลไปตามกิเลสตัณหาความทะยานอยาก
ไปวัดไปวาทำบุญทำกุศล ทาน ถ้ามันเป็นบุญกุศลมันมีความสุขใจของมัน ถ้าไปวัดไปวา สิ่งใดที่มันขัดมันแย้งขึ้นมาในหัวใจของตนไง กุศลทำให้เกิดอกุศล
กุศลทำให้กุศล กุศลคือความถูกต้องชอบธรรมไง ถ้าความถูกต้องชอบธรรมสิ่งนั้นความเป็นธรรม ถ้าความเป็นธรรม
สิ่งนั้นเราแสวงหาด้วยที่ว่า ไปวัดไปวา อ้อนวอนขอให้ได้สมความปรารถนา
แต่เวลาพระปฏิบัติ ทำดีได้ดี ดีกว่าขอพร
ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฎิเวธ
ปริยัติรู้มาก แล้วปฏิเวธคือรู้แจ้ง เป็นไปไม่ได้ นี่รู้มาก เวลาฝึกหัดปฏิบัติเป็นไหม ได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ขึ้นมา มันจะเป็นธรรม ถ้าไม่ได้ เห็นไหม
นี่ไง ความชอบธรรม เวลาแสวงหาความชอบธรรมไง ธรรมะย่อมชนะอธรรม ถ้าไม่เป็นธรรมไม่ต้องพูด ไม่ต้องบอก มันเป็นข้อเท็จจริงของมัน ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของมัน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ไม่เชื่อใครเลย ไม่เชื่อ ไม่เชื่อเพราะอะไร เพราะมันเป็นจริงในหัวใจดวงนี้
แต่ของเราถ้ามันเป็นอธรรม อู้ฮู! มันดีนะ เราได้ทุกอย่างสมความปรารถนาเลย
แต่สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจังไง มันไม่มีอะไรเป็นของใครหรอก ของๆ ที่มีอยู่นี่เขาให้ฝึกหัดคน อาหารมีอยู่ทั่วไป ใครฉลาด เวลากินอาหารนั้น ทานอาหารนั้น มันก็เป็นแก้หิวกระหาย แล้วให้ร่างกายดำรงชีวิตต่อไป แล้วทำอย่างไรต่อไป
นี่ไง เขามีไว้ทดสอบ เขามีให้ลอง
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันเป็นอนัตตาอยู่แล้วแหละ มันเป็นอนัตตาที่เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอนัตตา แล้วเอ็งรู้ได้อย่างไรอนัตตา เพราะไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่มีขณะ ไม่เป็นความจริง
ถ้ามันเป็นความจริงนะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ เวลาขณะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงนะ ดั่งแขนขาดนะ นี่เวลาจะให้เห็นความแตกต่าง เวลากิเลสขาดมันดั่งแขนขาด
แล้วมันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เป็นชิ้นเป็นอันก็ความไม่ชอบธรรมไง ความว่ากว้านมาทั้งหมดเป็นของเรา แล้วมีอะไรเป็นของเราบ้าง ไม่มีอะไรคงที่ทั้งนั้นน่ะ
วันนี้วันพระ วันพระผู้ประเสริฐๆ เราได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศึกษาค้นคว้าขึ้นมาให้หัวใจเรามีความฉลาดขึ้นมา ให้เป็นสาธารณะ ให้ฟังเหตุฟังผล แล้วมันเป็นข้อเท็จจริงแล้วนะ จะชนะใคร จะให้ใครยอมรับมากมายมหาศาล ไร้สาระ
นี่ไง ชนะตนต่างหากประเสริฐที่สุด
แล้วชนะอย่างไร
ถ้ามันชนะแล้ว “มาร เธอหาไม่เจอหรอก”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเยาะเย้ยมารไง จะเที่ยวหา มารมันไม่ยอมให้ใครหลุดจากความครอบครองมันทั้งสิ้น ใครตายขึ้นมา มันไปควบคุมไว้หมด เวลาพระอรหันต์เสียชีวิตไง มารค้นหาไม่เจอ ค้นหาไม่เจอ ค้นอย่างไรก็ไม่เจอ
แต่เราเจอไหม เราว่ามันเป็นธรรมๆ
สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ถ้าเป็นสัจธรรม ธรรมะเป็นอนัตตา แต่เป็นอกุปปธรรม มันเป็นอนัตตาตรงไหน
ผู้รู้ผู้เห็น ผู้สำรอก ผู้คายอนัตตาต่างหาก ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงไง ถ้ามันข้อเท็จจริง มันเป็นจริงในหัวใจ มันถึงเห็นดั่งแขนขาด
ฉะนั้น เวลาเราไปวัดไปวาทำบุญกุศลของเรา ฝึกหัดสติสัมปชัญญะของเรา ถ้าฝึกหัดสติสัมชปัญญะของเรานะ มันรู้เท่าทันหมดน่ะ ถ้ามันรู้เท่าทันของมันแล้ว เท่าทันใคร
ชนะตนประเสริฐที่สุด
เท่าทันเรา แล้วมองเขา โอ้! ไอ้นั่นเป็นอย่างนี้ ไอ้นี่เป็นอย่างนี้ ไอ้นู่นเป็นอย่างนู้น แต่ถ้ามันเท่าทันแล้วนะ
เราเป็นกับเขา เราไปกับเขา แต่ถ้าเราเท่าทันนะ เรามีสติสัมปชัญญะ เขาเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเห็นแล้วนะ เกิดธรรมสังเวช ถ้าเกิดธรรมสังเวชนะ มันย้อนกลับมาตัวเราเลยล่ะ มันเห็นคุณค่าเลย เห็นคุณค่าสติและปัญญา เห็นคุณค่ามาก แล้วสติปัญญานะ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันเป็นคุณประโยชน์กับเรามหาศาล
แล้วถ้าเป็นทางโลก ถ้าเห็นสติสัมปชัญญะของตน ต้องเป็นอย่างนั้นๆๆ
ไม่ เป็นกับเรานี้
ชนะตนประเสริฐที่สุด
แล้วชนะตนประเสริฐที่สุดแล้ว สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงไง วุฒิภาวะมันแตกต่างกันมากมายมหาศาล แล้วมันแตกต่าง มันจะเรื่องจริตนิสัยต่างหาก
เวลาครูบาอาจารย์นะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านแก้จิตๆ ไง ท่านจะดูเลยว่ามันมีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้ามีอำนาจวาสนา โอ้โฮ! ตามเต็มที่เลย จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร จะควบคุมดูแลตลอดเวลา
แต่ถ้าไม่มีวาสนา ไม่รู้เรื่อง ไปไหนมาสามวาสองศอก พูดเรื่องเดียวกัน ไม่เหมือนกัน พูดคำเหมือนกัน ก็พูดเหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ธรรมและวินัยเป็นศาสดา พระไตรปิฎกก็คำพูดพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แล้วเราศึกษามา พระพุทธเจ้า เราจบ ๙ ประโยค เรารู้ทั้งหมดน่ะ ทำไมจะไม่เป็นธรรม แล้วเป็นไหม ถ้าเป็น เอ็งก็ต้องไม่ทุกข์ไง ถ้าเป็นน่ะ มันเป็นไหม
ธรรมะพระพุทธเจ้ารู้หมดน่ะ นี่ไง พูดเหมือนกัน ทำเหมือนกันไง คำพูดพระพุทธเจ้าหมดเลย ยืนยันพระพุทธเจ้า พุทธพจน์ๆ แต่โกหกทั้งหมดเลย
พุทธพจน์นะ พยากรณ์ไว้ ให้มันเป็นข้อเท็จจริงนั้น แล้วถ้าคนศึกษาเข้ามาแล้วนะ สิ่งที่มันเป็นจริงขึ้นมา เงียบ แล้วเคารพบูชามาก
แต่ของเรานะ เราท่องจำๆ มา เราอ้างอิงไง เหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งมองได้ทุกสถานการณ์ อยู่ที่มุมมองของคน แล้วพุทธพจน์ๆ
เราถึงบอกว่า พระพุทธเจ้าเอ็งกับพระพุทธเจ้าข้าคนละองค์ว่ะ พระพุทธเจ้าของเอ็ง เอ็งเคารพไป แต่พระพุทธเจ้ากู พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
แล้วพุทธะนะ ถ้ามันกระจ่างแจ้งมาแล้วนะ สิ่งที่ว่าใครพยากรณ์ ใครเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา มันจะเป็นจากความจริงในหัวใจของตน แล้วหมอบราบคาบแก้วเลยนะ กับธรรมและวินัยนั้น หมอบราบคาบแก้วธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมอบรอบคาบแก้ว ไม่แอะเลยล่ะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
แต่ถ้าพุทธพจน์ของเรานะ ทำไมมันมีแง่มุมให้โต้แย้งล่ะ เอ็งพูดอย่างไรก็แล้วแต่ มันตรงข้ามทั้งนั้นน่ะ ของคู่ ขาวคู่กับดำ ผิดคู่กับถูก ไม่มีวันที่สิ้นสุด แล้วสูงต่ำอีกต่างหาก หยาบละเอียดอีกมากมาย ถ้าเอาอันเดียวกันแล้วมันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด มันมีอะไรเป็นข้อเท็จจริง แต่ถ้ามันเป็นจริงนะ หมอบราบคาบแก้ว เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ฉะนั้น เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านจบเป็นมหา จะไปศึกษาเล่าเรียนกับหลวงปู่มั่นไง “มหา มหาศึกษามานะ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทิดใส่ศีรษะไว้”
ไม่ได้หมิ่นแคลนใดๆ ทั้งสิ้น เคารพบูชาเทิดใส่ศีรษะไว้ ศึกษามาภาคปริยัติ ท่องจำมา นั่นน่ะเป็นคำพูดพระพุทธเจ้าทั้งนั้นน่ะ แต่กิเลสในหัวใจเราเต็มหัวใจเลย มันตีความตามความชอบใจของมัน แล้วมันรู้เห็นสิ่งใดแล้ว นี่ไง
“เธอเอาการศึกษานั้นใส่สมองไว้ แล้วลั่นกุญแจมันไว้ อย่าให้มันออก อย่าให้มันออก มันจะเตะมันจะถีบกัน”
ฉะนั้น การภาวนาที่โดยกิเลสหลอก เอาธรรมวินัยมาหลอก ร้ายกาจนัก มันสร้างภาพไปทั้งหมดน่ะ มึงยังไม่ได้ภาวนา มันบอกไว้แล้วสำเร็จ แล้วรู้ไปหมด
จินตมยปัญญา ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ จินตมยปัญญา จินตนาการนั้นสำคัญ แต่เอ็งเชื่อได้หรือ ถ้าเชื่อไม่ได้นะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมไง ทำซ้ำ ทำซ้ำ พิจารณาซ้ำ แล้วพิจารณาซ้ำนะ ของมันมีอยู่ เชื้อไขมีอยู่ ตรวจพบ เชื้อไขมีอยู่ เห็นทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าไม่มีวาสนามันไม่ตรวจไม่พบ มันส่งออก แล้วมันไปตามกิเลสบังเงาหมดเลย
นี่ไง หลวงปู่มั่นถึงบอก มันจะเตะมันจะถีบกัน มันเตะมันถีบอย่างนี้ ทั้งเตะ ทั้งถีบ ทั้งหลอก ทั้งล่อ ทั้งขยำ ทั้งย่ำยี โดยอ้างธรรมะ
แต่ถ้าเป็นเรานะ เคารพบูชา ไม่แอะเลยนะ หมอบราบคาบแก้ว ไม่มีแอะเลยล่ะ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา แล้วเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว แล้วมันจะเห็นไปเลยว่า อ๋อ! มันเป็นอย่างนั้นๆๆ แล้วความรู้ความเห็นจะเป็นอย่างนั้นๆๆ มันถึงโลกียปัญญากับโลกุตตรปัญญา
ไอ้ว่าพวกเราเป็นโลกียะ พวกเอ็งเป็นโลกุตตระ ไม่ใช่
ชนะตนประเสริฐที่สุด ตนนั้นจะเป็นผู้รู้ว่ามันเป็นโลกียะ เป็นโลกุตตระ
แล้วโลกียะ โลกียะนี่แหละ จินตนาการนั่นแหละ มันไปของมันนั่นแหละ มันเป็นจินตนาการ มันก็เป็นการประพฤติปฏิบัติให้เป็นจริตเป็นนิสัย ถ้าเป็นจริตเป็นนิสัยนะ รักษาใจของตน เพราะอะไร
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
มันสงบระงับเข้ามาก็มีความสุขของมัน เวลามันคายพิษออกมา เวลามันเสื่อม เวลามันถอย ไม่มีสิ่งใดที่มันอยู่คงที่ตายตัว มันแปรสภาพทั้งนั้น พร้อมการปฏิบัตินี้ด้วย แล้วทำมันสมาธิครั้งนี้ได้อย่างนี้ ครั้งต่อไปมันจะเป็นอย่างนี้หรือไม่
แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม สิ่งที่ว่าชำนาญในวสี ชำนาญในเหตุ สมาธิมันจะเสื่อมไปไหน ถ้ามันชำนาญในเหตุ
ไอ้นี่มันไม่ชำนาญไง มันส้มหล่นไง มันฟลุกได้เป็นครั้งเป็นคราวไง แล้วทำอีกไม่ได้เลย นี่แค่สมาธินะ แล้วพอมันฟลุก มันได้เป็นครั้งเป็นคราวขึ้นมา ก็มันเป็นธรรมๆ อ้าว! ก็มันแตกต่างกับความเป็นปกติไง
สุขอื่นใดอื่นเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วจิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นหรือเปล่า ถ้ามันเป็นก็ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
วันพระๆ พระตรงไหนล่ะ
พุทธะไง หัวใจไง ถ้ามันประเสริฐขึ้นมานี่
โธ่! แม้แต่เวลาเขาศึกษาเล่าเรียนกัน สิ่งที่เรามีสติปัญญา โอ้โฮ! ทำไมเราฉลาดปราดเปรื่องขนาดนี้
เวลาถ้าเป็นธรรมมันมากกว่านั้นเยอะ มันมากกว่านั้นเพราะอะไร เพราะสอบใช่ไหม เรียนแล้วสอบ ถ้ามันผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ตก แต่เวลาภาวนามยปัญญามันหมุน ดูความเร็วของมันสิ ดูความมหัศจรรย์ เพราะอะไร
เพราะทางทฤษฎี ความคิดเร็วกว่าแสง แล้วเราหยุดความคิดได้ แล้วความคิดมันทรงตัวของมันได้ ถ้ามันหมุนล่ะ โอ้โฮ! เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันจะมหัศจรรย์ตัวมันเองไง ตัวเรานี่แหละ
เมื่อก่อนถ้าตามไม่ทันนะ ความคิดหลอกแล้วหลอกเล่า หลอกแล้วหลอกเล่า หลอกจนไหลตามมันไป เวลามันทัน มันทันอย่างไร แล้วเวลาปัญญามันเคลื่อน เวลามันเท่าทันกิเลส มันพิจารณา โอ้โฮ!
เวลาครูบาอาจารย์ถ้าเป็นจริงนะ เป็นจริงมันต้องพูดกับคนที่เป็นจริง ไอ้ที่มันไม่จริงๆ ความคิดเร็วกว่าแสง แค่ทำให้มันหยุดคิด โอ้โฮ! มหัศจรรย์พันลึกแล้ว เพราะอะไร เพราะอจินไตย ๔
ฌานเป็นอจินไตยหนึ่ง ฌานคือสมาธิ เป็นอจินไตยอันหนึ่ง แล้วสมาธิมันแตกต่างหลากหลาย เป็นอจินไตยเลยล่ะ แล้วควบคุมตรงไหน
ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา แล้วขณิกะ อุปจาระ อัปปนา นี่ขั้นของสมาธิ แล้วถ้าฌานสมาบัติ สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ มันเป็นขั้นเป็นตอน มันลึกลับมหัศจรรย์ขนาดนั้น นี่พูดแค่จิต
จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร
ไม่มี ไม่มีต้นไม่มีปลาย ทำสมาธิไม่เป็น ทำสมาธิเป็นพื้นฐานไม่ได้ แล้วมันเกิดปัญญา ปัญญาก็จินตนาการไปไง จินตนาการได้ แล้วจินตนาการไป ถ้าไม่มีวุฒิภาวะนะ ไม่มีอำนาจวาสนานะ ไหลตามมันไป
แต่ความคิดรอบหนึ่งนะ กับความคิดรอบที่สอง มันไม่เหมือนกันแล้ว แค่เรามีสติปัญญาเปรียบเทียบว่า ทำไมครั้งที่แล้วมันแรงกว่านี้ ทำไมครั้งนี้มันเบา หรือมันไม่ขับเคลื่อนเลย ก็ความคิดเหมือนกัน แล้วถ้าครั้งที่แล้วทำไมมันแรงกว่านี้ ครั้งนี้มันไม่ไป ก็คิดให้มันแรง ก็เป็นสัญญา รสชาติแตกต่างกัน ความเป็นไปไม่เหมือนกัน
รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
รสของโลกนี่นะ เรื่องกามนี่ตายหมดเลย รสของธรรมชนะหมด ต้องชนะ ไม่ชนะ มันจะเหนือได้อย่างไร ไม่ชนะ มันจะฆ่าได้อย่างไร ไม่ชนะ มันจะวิมุตติสุขได้อย่างไร แล้วเวลามันชนะ ดูเวลามันเคลื่อนของมันไป ดูปัญญาเวลามันเคลื่อน โอ้โฮ! ปัญญานะ มันมีมหาปัญญานะ มันมีปัญญาอัตโนมัติ
สติ เวลาปฏิบัติขาดสติ ปฏิบัติล้มลุกคลุกคลาน เวลาใช้ปัญญาไปแล้วนะ มันจะเกิดมหาสติ เพราะมันลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้น
กิเลสในหัวใจ หลานกิเลส ลูกกิเลส พ่อแม่กิเลส ปู่กิเลส ความลึกลับซับซ้อนแตกต่างกัน ความลึกลับซับซ้อนผู้ที่เห็นก็แตกต่างกัน แล้วเวลากิเลสนะ มันซึมมันซับ มันซึมนะ
หลวงตาพูดบ่อย เหมือนกระดาษซับ กระดาษซึม
มันละเอียดกว่าปัญญา ละเอียดกว่าการเคลื่อนไหว
เชื้อโรคที่มองไม่เห็น กล้องจุลทรรศน์ถ่ายเอา เวลามันซึมซับ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ ปัจจยาการไง อิทัปปัจจยตาไง มันเป็นอย่างไร นั่นน่ะปู่ของมัน จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส นั่นแหละตัวกิเลสแท้ๆ เลย
ไอ้สว่างๆ ไอ้ว่างๆ นั่นน่ะอุปกิเลส ๑๖ ครับ ความว่างคือกิเลส กิเลสทั้งนั้น
นี่พูดถึงวันพระนะ ถ้าเราประเสริฐขึ้นมาโดยภาคปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิเวธไม่มี แล้วปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงของมัน แล้วข้อเท็จจริงของมัน มันต้องพิจารณาของมัน พิจารณาของมัน
วันพระ ถ้าวันพระ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา แล้วตรวจสอบกันระหว่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เจ้าคุณอุบาลีฯ ตรวจสอบกัน เพราะต้องการความจริงเหมือนกัน
ตรวจสอบด้วยนักปราชญ์ราชบัณฑิต มีสิ่งใดมาปรึกษาเจ้าคุณอุบาลีฯ อยู่จำพรรษาด้วยกัน อยู่ด้วยการตรวจสอบกัน เราเห็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมแล้ว โอ้โฮ! มันซึ้ง มันเคารพ มันบูชา มันเป็นทีมงานนักวิจัย พยายามจะวิจัยสัจธรรมขึ้นมาให้ได้ โดยทางวิชาการ เจ้าคุณอุบาลีฯ ในการประพฤติปฏิบัติ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น โดยการกระทำที่โดยสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม มันเป็นธรรมขึ้นมา
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง
ฉะนั้น ในทางใต้ดิน ในทางลึกลับ เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านตรวจสอบกัน ท่านพิจารณากัน มันมหัศจรรย์กว่าที่ไอ้พวกเราสะดุ้งตื่นก็เป็นพระอรหันต์
เวรกรรม กรรมของชาวพุทธ เอวัง